เครือข่ายการอนุรักษ์ฯ

    ความเป็นมา

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม และ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๒๗ เห็นชอบในหลักการแผนพัฒนาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม โดยเจตนารมณ์ของแผนคือ การพัฒนาวิธีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมให้เป็นระบบโดย

* ให้มีการศึกษาอบรมและประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนให้มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อเป็นการป้องกันที่ต้นเหตุ
* ให้มีหน่วยงานดูแลและตรวจสอบเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาลุกลามเกินกว่าจะแก้ไขได้
* ให้มีมาตรการควบคุมการใช้พื้นที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้การพัฒนาเป็นหลักการที่ถูกต้องเหมาะสม และประสานประโยชน์แก่ท้องถิ่นและประเทศชาติโดยส่วนรวม โดยมีการดำเนินงานเร่งด่วนคือการจัดตั้งหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น ๗๕ จังหวัด (ยกเว้น กรุงเทพมหานคร) นับเป็นจุดเริ่มต้นของการมีเครือข่ายด้านการอนุรักษ์

 

   เครือข่ายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นในปัจจุบัน

เนื่องจากในท้องถิ่น นอกจากจะมีมรดกทางวัฒนธรรมแล้ว ยังมีแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ ซึ่งมีแนวทางในการอนุรักษ์และดำเนินการในลักษณะเดียวกัน นั่นคือ การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม ประกอบกับในการปรับปรุงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๔ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสนอให้มีการปรับปรุงองค์กรระดับจังหวัดทางด้านสิ่งแวดล้อมศิลปรรมที่มีอยู่แล้วในทุกจังหวัดให้ครอบคลุมเรื่องสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ รวมทั้งในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ รัฐบาลได้มีการพัฒนาระบบราชการที่มุ่งเน้นให้มีการบริหารจัดการอย่างบูรณากร ซึ่งการบริหารจัดการในเรื่องสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์และมีผลกระทบซึ่งกันและกัน สำนักนโบยายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเสนอให้คณะอนุกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อการเพิ่มบทบาทของหน่วยอนุรักษ์ฯ เป็น หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่น  (Local Units for Conservation of Natural and Cultural Environment : LUCNCE) โดยมีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติควบคู่กันไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม  เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๔, ๓๐ มกราคม และ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ตามลำดับ